1) การเปลี่ยนแปลงสภาวะอากาศ (climate change)

เนื่องจากปัญหาการเปลี่ยนแปลงของสภาวะอากาศกำลังเป็นปัญหาสำคัญของมวลมนุษยชาติ เป้าหมายสำคัญของสหภาพยุโรปในการรับมือเรื่องดังกล่าว ตามที่ประเทศสมาชิกตกลงกันในที่ประชุมสุดยอดเดือนมีนาคม 2550 คือ การลดระดับการปล่อยก๊าซเรือนกระจกให้น้อยลงกว่าระดับในปี 2533 ร้อยละ 20 ภายในปี 2555 ด้วยวิธีการต่างๆกัน เช่น การออกโครงการซื้อ-ขายสิทธิการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ ( European Union Greenhouse Gas Emission Trading Scheme  หรือ EU ETS) ซึ่งมีจุดประสงค์เพื่อลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกจากภาคอุตสาหกรรมหนัก ด้วยการกำหนดปริมาณก๊าซที่แต่ละจุดจะสามารถปล่อยได้ (allowance) ปัจจุบัน สหภาพยุโรปกำลังขยายโครงการดังกล่าวไปในภาคการบิน อันจะส่งผลกระทบต่อทุกสายการบินซึ่งเดินทางมาไปสหภาพยุโรป รวมถึงสายการบินของไทยด้วย ซึ่งอาจส่งผลให้ค่าขนส่งทางอากาศสูงขึ้น  ทั้งนี้ ในโครงการ EU ETS หากจุดปล่อยก๊าซเรือนกระจก เช่น โรงงานใดปล่อยก๊าซเกินกว่าได้ที่รับอนุญาตก็จะสามารถซื้อสิทธิจากแหล่งปล่อยก๊าซอื่นหรือซื้อสิทธิจากโครงการ Clean Development Mechanism (CDM)  ซึ่งเป็นโครงการที่มุ่งถ่ายทอดเทคโนโลยีการรักษาสภาวะอากาศและสิ่งแวดล้อมอย่างยั่งยืนในประเทศกำลังพัฒนาได้

http://news.thaieurope.net/content/view/2348/40/

2) ธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพ (nature and biodiversity)
เป้าหมายของหัวข้อนี้คือคือ การรักษาธรรมชาติและความหลากหลายทางชีวภาพในยุโรป หรือชีวพันธุ์ (species) ต่างๆ ที่ยังมีอยู่ในยุโรป พร้อมกับหาทางไม่ให้ชีวพันธุ์ใหม่ๆ จากภูมิภาคอื่นเข้ามารุกราน โดยมีแผนยุทธศาสตร์ความหลากหลายทางชีวภาพ (Biodiversity Strategy) ระบุให้กฏระเบียบและนโยบายต่างๆ คำนึงถึงผลกระทบด้านความหลากหลายทางชีวภาพในยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง นโยบายด้านสิ่งแวดล้อม ประมง ป่าไม้ การท่องเที่ยว การค้า การพัฒนา การสร้างธารณูปโภคขั้นพื้นฐาน และอุตสาหกรรมที่เกี่ยวเนื่องกับการขุดเจาะ เช่นเหมืองแร่ อย่างไรก็ตาม ดูเหมือนว่านโยบายในด้านนี้จะไม่มีผลกระทบโดยตรงต่อประเทศที่สามที่ไม่มีพรมแดนติดกับสหภาพยุโรป เช่นประเทศไทย

3) สิ่งแวดล้อม สุขภาพ และคุณภาพชีวิต (Environment and Health and Quality of life)

เป็นหัวข้อที่มุ่งการปกป้องสิ่งแวดล้อมและสุขภาพของประชาชน ด้วยการหาทางจำกัดสารพิษและป้องกันการก่อมลภาวะต่างๆ โดยได้ออกมาตรการในเชิงป้องกันออกมา ระเบียบที่สำคัญ ได้แก่ ระเบียบ RoHS และ REACH

ระเบียบ RoHS: ย่อมาจาก Restriction of Hazardous Substances Directive เป็นระเบียบที่มีจุดประสงค์เพื่อจำกัดการใช้สารเคมีอันตราย 6 ชนิด ได้แก่ Lead, Mercury, Cadmium, Hexavalent Chromium, Polybrominated biphenyls (PBB) และ Polybrominated diphenyl Ethers (PDBE) ประเภทในสินค้าประเภทเครื่องใช้ไฟฟ้าและอิเล็กทรอนิกส์ สารเคมีดังกล่าวได้แก่

               ระเบียบ REACH: ย่อมาจาก Registration, Evaluation, Restriction and Authorisation of Chemicals คือระเบียบควบคุมให้มีการจดทะเบียนสารเคมีทุกชนิด ประเมินผล และให้อนุญาตการใช้สารเคมีสารเคมีอันตรายที่ผลิตหรือจำหน่ายภายในสหภาพยุโรป ร่างระเบียบนี้ก่อให้เกิดข้อโต้แย้งอย่างมากทั้งในสหภาพยุโรปและจากประเทศอื่น รวมถึงประเทศไทย เนื่องจากจะส่งผลกระทบในวงกว้างต่อผู้ค้า ผู้ผลิตสารเคมี รวมทั้งผู้ค้าสินค้าที่มีสารเคมีเป็นส่วนประกอบ (ซึ่งครอบคลุมถึงภาคอุตสาหกรรมและธุรกิจจำนวนมาก) ที่จะต้องเสียค่าใช้จ่าย และมีขั้นตอนดำเนินการเพิ่มขึ้นในการทดสอบ จดทะเบียน และประเมินผล ก่อนที่จะส่งสินค้ามาจำหน่ายในสหภาพยุโรปได้